ผู้เขียนได้มีโอกาสชมหนังเชิงสารคดีเรื่อง "ประชาธิป'ไทย" ในวิชาเรียนวิชาหนึ่งของมหาวิทยาลัย
"ประชาธิป'ไทย" หรือ "Paradoxocracy" นั้นสร้างโดย คุณเป็นเอก รัตนเรือง กับ คุณภาสกร ประมูลวงศ์
ภาสกร(ซ้าย) , เป็นเอก(ขวา)
ที่เรียกว่าเป็นหนังนั้นก็มีลักษณะแค่ว่า"เข้าฉายในโรง" แต่ความจริงแล้วก็คือสารคดีการเมืองรูปแบบหนึ่ง
คล้ายๆกับสารคดี2475ของช่องThaiPBS ที่มีการเล่าเรื่องไปตามลำดับเหตุการณ์(Timeline)ในอดีตตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 แล้วมีการให้ความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆโดยนักวิชาการและนักคิด ซึ่งบางคนเรารู้จักกันดี
เช่น
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
(ปัญญาชนสยาม)
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
(อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ไชยันต์ ไชยพร
(อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
(อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
สมบัติ บุญงามอนงค์
(บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง)
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
(อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , สมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์)
จิระนันท์ พิตรปรีชา
(อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนตุลาฯ)
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
(ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต)
คนเหล่านี้นำเสนอในแง่มุมที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยหรือไม่เคยที่จะได้รับรู้...
ถึงอย่างไรก็ตามยังมีการเซนเซอร์เสียงบางช่วงบางตอนของหนัง แต่ภาพก็ยังดำเนินไป(ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ารอบที่ฉายในโรงมีการเซนเซอร์เช่นนี้เหมือนกันหรือเปล่า) แต่อย่างไรก็ตามหากปะติดปะต่อกันได้ก็จะรู้ว่าเนื้อหาช่วงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
หลายประเด็นค่อนข้างตีแผ่ได้อย่างหน้าสนใจทั้ง ความคิดของหลวงประดิษฐุ์ฯ เหตุการณ์หลัง2490 ชาตินิยมของจอมพลป. ระบอบของจอมพลสฤษดิ์ถึงถนอม 14ตุลา 6ตุลา และ ทักษิน
น่าเสียดายที่สารคดีไม่มีเนื้อหาช่วง พฤษภา35 และ 19กันยา (มีการให้สัมภาษณ์ว่าจะใส่ไว้ในภาค2)
และน่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่าสารคดีเรื่องนี้โดนเหล่าคนที่มีศีลธรรมตัดอะไรทิ้งไปบ้าง
โดยภาพรวมแล้วผู้เขียนมองว่าสารคดี "ประชาธิป'ไทย" นี้ค่อนข้างที่จะเบาบางและลุ่มๆดอนๆยึกยักๆ กล่าวคือ จะสุดก็ไม่สุด จะเบาก็ไม่เบา เหมือนคนกำลังลังเลอะไรอย่างนั้น แต่สิ่งที่ได้อย่างชัดเจนนั้นคือภาพรวมอย่างคร่าวๆของการเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ถ้าหากถามว่าลงลึกแค่ไหนเปรียบได้ก็แค่หน้าแข้งยังไม่ลึกถึงหัวเข่า อาจเป็นไปได้ที่ว่าหนังมีเวลาแค่ประมาณ90นาที และ ยังเข้าฉายโรงภาพยนตร์ เลยทำได้ลึกแค่นี้
หนังเรื่องนี้เมื่อดูจบแล้ว จะได้เห็นทั้งมุมมองที่แตกต่าง การให้เหตุผล อคติ ของคนหลายคน แม้จะเป็นประเด็นเดียวกันแต่เหตุผลไม่เหมือนกัน ฉะนั้นผู้เขียนเชื่อว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมามีแนวคิดให้เรายอมรับฟังความคิดเห็นอันแตกต่างและการให้เหตุผลของผู้อื่น เพราะหากเราเชื่อว่าความคิดของเราถูกต้องแล้วเราย่อมปิกกั้นตนเอง
นี่ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อรับรู้และรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงสร้่างมาให้คนได้ขบคิดและพูดคุย(ดีเบต)บนเหตุและผล
แม้หนังจะมีการขัดแย้งในตัวเองบ้าง(Paradox) แต่ก็เป็นที่พอรับได้
ยังไงก็เป็นหนังที่คนไทยทุกคนควรได้ดูเป็นอย่างยิ่ง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขณะที่ผู้เขียนกำลังชมสารคดีอยู่นั้น ก็ได้ชะเง้อมองเพื่อนๆนักศึกษาทั้งซ้าย ขวา หน้า และหลัง พบว่าเพื่อนๆนักศึกษาหลายคนกำลังเคลิ้มหลับอย่างมีความสุข หลังจากหนังฉายจบผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นหลายเสียงว่า "ดูไม่รู้เรื่อง"
เป็นที่น่าสงสัยว่า วัยรุ่นยุคนี้ไม่สนใจการเมืองเสียกระมัง ทั้งๆที่หนังบอกแง่มุมในภาพรวม ทั้งๆที่ดูง่ายกว่าสารคดี2475เสียอีก
"สิ่งที่คนไทยควรรู้ที่สุด...กลับรู้น้อยที่สุด" อาจไม่จริง
เป็นไปได้ว่า "สิ่งที่คนไทยควรรู้ที่สุด...กลับไม่ยอมที่จะรับรู้"
(เหล่านักคิดนักวิชาการทั้ง14คนในสารคดี)
ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก movie.kapook.com, Bangkokpost , Mathichon Online , Prachachat













ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น