(หน้าปกหนังสือ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า)
"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ (วงการนักอ่านเรียกสั้นๆว่า อาวินทร์) ตัวนวนิยายตีพิมพ์และวางจำหน่ายครั้งแรกในปีพศ.2537 และได้รับรางวัล ซีไรท์ ประจำปีพศ.2540 ในเวลาต่อมา
คุณวินทร์ เลียววาริณ
เนื้อเรื่องจะดำเนินโดยใช้ตัวละครสมมุติสองคนที่แตกต่างกันทั้งอาชีพ สถานภาพ ต้นตระกูล และ อุดมการณ์ มีฉากหลังเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่เหตุการณ์อภิวัฒน์2475 จนถึงเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ2535
(หน้าปกหนังสือ ของสำนักพิมพ์113)
ตัวละครทั้งสองตัวนั้น คนหนึ่งเป็น นักปฏิวัติผู้มีการศึกษาสูงจากต่างประเทศ ที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ผันตัวไปโจรออกปล้นระดมทุนเพื่อนำไปปฏิวัติ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ คนคนนี้คือ "หลวงกฤษดาวินิจ" อดีตนายทหารฝ่าย กบฏบวรเดช ผู้สูญเสียสถานภาพไปหลังเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์2475 ตอนออกปล้นเป็นโจรที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดและแตกต่างจากโจรทั่วไปมีนามระบืออันเป็นที่รู้จักว่า "เสือย้อย"
อีกคนหนึ่งเป็นนายตำรวจนาม "ตุ้ย พันเข็ม" ที่ได้ัรับคำสั่งให้ติดตามเสือย้อย เป็นนายตำรวจผู้มีฝีมือด้านปืนไวและยิงแม่นราวจับวางจนได้รับฉายาว่า "จ่าตุ้ยปืนผี" พ่อของเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์ กบฏบวรเดช ในเวลาต่อมา ตุ้ย พันเข็ม ได้รับยศร้อยตำรวจตรีและเป็นนายตำรวจประจำตัวนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นั่นก็คือ จอมพลป. พิบูลสงคราม จอมพลผู้สยบประเทศชาติไว้ในกำมือและอุดมด้วยอำนาจแทบจะเปรียบเปรย
"จ่าตุ้ยปืนผี" ออกติดตาม "เสือย้อย" เพราะคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ทั้งคู่พบเจอกัน เป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกของทั้งสอง ทั้งหมดจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจ่าตุ้ย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูในทางอุดมการณ์
มีคำกล่าวที่ว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร"
คำกล่าวนี้ จริงเสียยิ่งกว่าจริง
ทั้งคู่เลือกทางเดินในแบบฉบับของตนเอง "ตุ้ย พันเข็ม" ดำเนินชีวิตในแบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎ์เชื่อมั่นในกฎหมายและระบบที่เป็นอยู่ เปรียบเทียบง่ายๆก็คือ "ตุ้ย พันเข็ม" ใช้ชีวิตในลักษณะ "บนดิน"
ในขณะที่ "หลวงกฤษดาวินิจ" หรือ "เสือย้อย" ดำเนินชีวิตในรูปลักษณะ "ใต้ดิน" กล่าวคือใช้วิถีทางนอกกฎหมาย ไม่เชื่อมั่นในระบบ และเป็นนักปฏิวัติื พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วยอุดมคติของตนเอง แต่ด้วยความที่เป็นคนมีการศึกษาและมีความรู้การแสดงออกจึงเป็นไปอย่างมีระบบและไม่เถื่อนถ่อยแต่อย่างใด
ผู้แต่งไม่ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ความคิดของผู้ใดถูกต้อง
หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นอีกแง่มุมของความคิดเห็นอันแตกต่าง ทั้งที่จุดมุ่งหมายปลายทางคือประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่วิธีการและอุดมการณ์ไม่อาจร่วมทางกันได้ แต่ก็ยังมีบางเหตุการณ์ที่ทั้งสองตัวละครต่างช่วยเหลือกันในสถานการณ์คับขัน
นี่กระมังที่แสดงออกถึงน้ำใจที่ในปัจจุบันหาไม่มี เพราะทุกคนได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินในเส้นทางของตนถึงบางครั้งยังเมินแม้แต่เสียงของประชาชน ไม่ฟังแม้แต่คนรอบข้าง ได้แต่มุ่งมั่นในเส้นทางจนหลงลืมไปว่าคนอื่นก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
แตกต่างจากตัวละคนทั้งสองคนโดยสิ้นเชิง
พิจารณาว่าทั้งสองคนเป็นเปรียบเสมือน"เส้นขนาน"ที่เคียงคู่กันมาในระดับอุดมการณ์ ไม่สามารถบรรจบกันได้ ในขณะเดียวกันกับเคียงคู่เพื่อให้เส้นขนานที่ว่านี้ดำเนินไปข้างหน้าได้
ในปัจจุบัน เส้นขนานเส้นเดียวกันยังไม่อาจมุ่งตรงสู่อนาคตได้ ยังคดเคี้ยว หมุนวน และ หยุดชะงัก
"อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องพิจารณาเส้นขนานที่สอง และทำให้ประเทศนี้ดำเนินไปข้างหน้า พร้อมๆกันอีกครั้ง"
(หน้าปกหนังสือ ฉบับภาษาอังกฤษ)

























