29/8/56

สภากาแฟ บนการเปลี่ยนผ่านของเวลา และคนที่ก้าวข้ามไม่พ้น



บางทีเวลา่ก็เดินเร็วจนคนบางกลุ่มในสังคมเดินตามมันไม่ทัน
.
.
.
 
ผู้เขียนยอมรับว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น
 

ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆผู้เขียนเคยมีโอกาศได้ติดตามญาติผู้ใหญ่้ไปร้านกาแฟซึ่งเมื่อก่อน
 
เป็นสถานที่รวมตัวกันของคนวัยรุ่น วัยกลางคน และวัยเกษียน
 
แต่ละวันเป็นภาพซ้ำๆที่ขาประจำจะมานั่งดื่มกาแฟแทะปาท่องโก๋ มีขาจรแวะเวียนมา
 
บ้างเป็นบางครา
 

กาแฟจะรสชาติเป็นยังไงนั้นช่างมันปะไร
 
ประเด็นหลักอยู่ที่หัวข้อประจำวันนั้นต่างหาก
 
หัวข้อเด็ดประจำวันส่วนมากก็คงไม่พ้นเรื่อง "การเมือง" "เศรษฐกิจ" และ
 
"ความเป็นอยู่" หรือไม่ก็หัวข้อใดก็ได้ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันนั้น
 
ตอนเป็นเด็กผู้เขียนได้แต่นั่งฟัง จับใจความได้ว่าช่วงเช้าของแต่ละวัน
 
ขาประจำของร้านถกประเด็นได้ดุเด็ดเผ็ดมันกว่ารายการข่าวชื่อดังในปัจจุบันนี้เสียอีก
 
โดยมีขาจรเป็นแขกรับเชิญประจำวัน
 
ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็เถียงกันอย่างกับการอภิปรายของสส.
 
 แน่นอนต้องมีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน โดยมีเถ้าแก่ร้านกาแฟเป็นประธานรัฐสภา
 
นี่กระมังคือที่มาของคำว่า "สภากาแฟ"
 

ปัจจุบันมีการนำคำว่า "สภากาแฟ" ไปใช้เป็นชื่อกิจกรรมการแลกเปลี่ยน
 
ความคิดเห็นไปใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งงงานสัมนา
 
ผู้เขียนค่ิอนข้างแปลกใจในเรื่องที่ว่า ไม่ว่าประเด็นในวันนั้นจะชวนทะเลาะขนาดไหน
 
หรือในช่วงเช้าของวันนั้นบรรยากาศจะชักชวนให้ทุกฝ่ายผิดใจกันเพียงไร
 
แต่พอถึงเวลาทำงาน ทุกคนกอดคอชวนกันไปทำมาหากิน
 
ไม่มีใครผิดใจหรือผูกจิตแค้นเคืองกันแต่อย่างใดทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเถียงกันปานไฟแล่บ
 
หรือพวกเขาเคารพการแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน?
 
หรือพวกเขาที่เราเรียกว่าชาวบ้านธรรมดา จะเล็งเห็นการใช้ปัญญามากกว่าคนเมืองใน
 
ปัจจุบัน
 
อาจเป็นคำถามที่เราต้องใคร่ครวญ
.
.
.
 
วันเวลาผ่านไป ผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าศึกษาชั้นมัธยมปลาย
 
เมื่อถึงวัยอันมีความคิดเป็นของตน ก็อยากแสดงออก อยากพูดคุย อยากถกเถียง
 
สิ่งที่ผู้เขียนตามหาคือร้านกาแฟในแถบชุมชนไกล้โรงเรียน
 
ค้นพบอยู่ร้านเดียวแถวบขส.ประจำจังหวัด
 
ขาประจำแถวนี้ส่วนมากคือวินมอเตอร์ไซค์ ป้าแผงหนังสือพิมพ์ิ และคนขับรถบขส.
 
มีลุงที่ขับรถสองแถวรับจ้างเหมาเป็นเจ้าของร้าน ขายกาแฟเป็นงานเสริม
 
สิ่งที่ผู้เขียนพบเจอนั้นค่อนข้างผิดหวัง
 
บรรยากาศในแต่ละวันเป็นไปอย่างจำเจ มีการพูดคุยกันบ้างแต่ก็เหมือนภาพฉายซ้ำของ
 
รายการข่าวตอนเช้า
 
หรือภาพการแสดงความคิดเห็นในร้านกาแฟ จะถูกสิ่งที่เรียกว่าเวลาลบเลือนหาย
.
.
.
 
ปัจจุบันผู้เขียนศึกษาอยู่ในชั้นอุดมศึกษาชั้นปีที่1
 
รอบรั้วมหาวิทยาลัยยังไม่เห็นร้านที่เข้าข่าย "สภากาแฟ" สักแห่ง
 
มีแต่ร้านกาแฟธรรมดา อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็แวะเวียนไปสม่ำเสมอ
 
(ติดนิสัยจากสมัยมัธยมปลาย)
 
อาจเป็นเพราะว่าวัยรุ่นสมัยนี้ นั่งร้านที่ขายนม ขายของหวาน เบเกอรี่เสียส่วนใหญ่
 
แล้วรอบรั้วมหาลัยก็ย่อมมีวัยรุ่นเยอะเป็นธรรมดา
 
ร้านจำพวกเบเกอรี่นั่งจับกลุ่มคุย จึงผุดขึ้นเยอะกว่าดอกเห็ด
 
เป็นธรรมดาของวัยรุ่น(ลุ้นรัก)
 

เป็นความผิดของผู้เขียนเองต่างหากที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไม่พ้น
 
แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่จะสร้างพื้นที่ของตนในการแสดงความคิดเห็น
 
แต่มันก็คงไม่ได้อรรถรสเท่ากับการสนทนากันจริงๆ(คหสต.)
 
เราอาจสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรต่อมิอะไรเพื่อถ่ายทอดลงโลกไซเบอร์
 
รวมทั้งผู้เขียนที่กำลังเขียนBLOGนี้ก็เช่นกัน
.
.
.
 
"สภากาแฟ" คือสิ่งที่ผู้เขียนพยายามตามหาให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
 
เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไม่พ้น
 
ผู้อ่านเล่า มีสิ่งใดที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาำไม่พ้นบ้าง?


ขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=beboy&topic=118&Cate=1