บางทีเวลา่ก็เดินเร็วจนคนบางกลุ่มในสังคมเดินตามมันไม่ทัน
.
.
.
.
.
.
ผู้เขียนยอมรับว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น
ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆผู้เขียนเคยมีโอกาศได้ติดตามญาติผู้ใหญ่้ไปร้านกาแฟซึ่งเมื่อก่อน
เป็นสถานที่รวมตัวกันของคนวัยรุ่น วัยกลางคน และวัยเกษียน
แต่ละวันเป็นภาพซ้ำๆที่ขาประจำจะมานั่งดื่มกาแฟแทะปาท่องโก๋ มีขาจรแวะเวียนมา
บ้างเป็นบางครา
กาแฟจะรสชาติเป็นยังไงนั้นช่างมันปะไร
ประเด็นหลักอยู่ที่หัวข้อประจำวันนั้นต่างหาก
หัวข้อเด็ดประจำวันส่วนมากก็คงไม่พ้นเรื่อง "การเมือง" "เศรษฐกิจ" และ
"ความเป็นอยู่" หรือไม่ก็หัวข้อใดก็ได้ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันนั้น
ตอนเป็นเด็กผู้เขียนได้แต่นั่งฟัง จับใจความได้ว่าช่วงเช้าของแต่ละวัน
ขาประจำของร้านถกประเด็นได้ดุเด็ดเผ็ดมันกว่ารายการข่าวชื่อดังในปัจจุบันนี้เสียอีก
โดยมีขาจรเป็นแขกรับเชิญประจำวัน
ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็เถียงกันอย่างกับการอภิปรายของสส.
แน่นอนต้องมีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน โดยมีเถ้าแก่ร้านกาแฟเป็นประธานรัฐสภา
นี่กระมังคือที่มาของคำว่า "สภากาแฟ"
ปัจจุบันมีการนำคำว่า "สภากาแฟ" ไปใช้เป็นชื่อกิจกรรมการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นไปใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งงงานสัมนา
ผู้เขียนค่ิอนข้างแปลกใจในเรื่องที่ว่า ไม่ว่าประเด็นในวันนั้นจะชวนทะเลาะขนาดไหน
หรือในช่วงเช้าของวันนั้นบรรยากาศจะชักชวนให้ทุกฝ่ายผิดใจกันเพียงไร
แต่พอถึงเวลาทำงาน ทุกคนกอดคอชวนกันไปทำมาหากิน
ไม่มีใครผิดใจหรือผูกจิตแค้นเคืองกันแต่อย่างใดทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเถียงกันปานไฟแล่บ
หรือพวกเขาเคารพการแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน?
หรือพวกเขาที่เราเรียกว่าชาวบ้านธรรมดา จะเล็งเห็นการใช้ปัญญามากกว่าคนเมืองใน
ปัจจุบัน
อาจเป็นคำถามที่เราต้องใคร่ครวญ
.
.
.
.
.
.
วันเวลาผ่านไป ผู้เขียนได้มีโอกาศเข้าศึกษาชั้นมัธยมปลาย
เมื่อถึงวัยอันมีความคิดเป็นของตน ก็อยากแสดงออก อยากพูดคุย อยากถกเถียง
สิ่งที่ผู้เขียนตามหาคือร้านกาแฟในแถบชุมชนไกล้โรงเรียน
ค้นพบอยู่ร้านเดียวแถวบขส.ประจำจังหวัด
ขาประจำแถวนี้ส่วนมากคือวินมอเตอร์ไซค์ ป้าแผงหนังสือพิมพ์ิ และคนขับรถบขส.
มีลุงที่ขับรถสองแถวรับจ้างเหมาเป็นเจ้าของร้าน ขายกาแฟเป็นงานเสริม
สิ่งที่ผู้เขียนพบเจอนั้นค่อนข้างผิดหวัง
บรรยากาศในแต่ละวันเป็นไปอย่างจำเจ มีการพูดคุยกันบ้างแต่ก็เหมือนภาพฉายซ้ำของ
รายการข่าวตอนเช้า
หรือภาพการแสดงความคิดเห็นในร้านกาแฟ จะถูกสิ่งที่เรียกว่าเวลาลบเลือนหาย
.
.
.
.
.
.
ปัจจุบันผู้เขียนศึกษาอยู่ในชั้นอุดมศึกษาชั้นปีที่1
รอบรั้วมหาวิทยาลัยยังไม่เห็นร้านที่เข้าข่าย "สภากาแฟ" สักแห่ง
มีแต่ร้านกาแฟธรรมดา อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็แวะเวียนไปสม่ำเสมอ
(ติดนิสัยจากสมัยมัธยมปลาย)
อาจเป็นเพราะว่าวัยรุ่นสมัยนี้ นั่งร้านที่ขายนม ขายของหวาน เบเกอรี่เสียส่วนใหญ่
แล้วรอบรั้วมหาลัยก็ย่อมมีวัยรุ่นเยอะเป็นธรรมดา
ร้านจำพวกเบเกอรี่นั่งจับกลุ่มคุย จึงผุดขึ้นเยอะกว่าดอกเห็ด
เป็นธรรมดาของวัยรุ่น(ลุ้นรัก)
เป็นความผิดของผู้เขียนเองต่างหากที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไม่พ้น
แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่จะสร้างพื้นที่ของตนในการแสดงความคิดเห็น
แต่มันก็คงไม่ได้อรรถรสเท่ากับการสนทนากันจริงๆ(คหสต.)
เราอาจสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรต่อมิอะไรเพื่อถ่ายทอดลงโลกไซเบอร์
รวมทั้งผู้เขียนที่กำลังเขียนBLOGนี้ก็เช่นกัน
.
.
.
.
.
.
"สภากาแฟ" คือสิ่งที่ผู้เขียนพยายามตามหาให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไม่พ้น
ผู้อ่านเล่า มีสิ่งใดที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาำไม่พ้นบ้าง?
ขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=beboy&topic=118&Cate=1

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น