4/9/56

จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ : แค่วาทะเหลวไหลหรือไฉนมีอยู่จริง

 "ฤๅธรรมศาสตร์ จะสิ้นความ เป็นธรรมศาสตร์
ฤๅจะลืม ทวยราษฎร์ ผู้หมองหม่น
ใจที่เคย ท้าทาย ทุรชน
ฤๅจะยอม จำนน ต่อตนเอง" 

(ส่วนหนึ่งของบทกลอน เสียงเพรียกจากแม่โดม)


กล่าวกันว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ไม่มีความหมายอันชัดเจน แล้วแต่ผู้ใดใคร่จะตีความไปเป็นสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ ผู้ที่รู้ดีคือนักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคน

ผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้ขอตีความตามประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับของนักศึกษาคนหนึ่ง ในแบบฉบับของคนสามัญมิใช่หวังให้ความหมายอย่างถาวรแต่อย่างใด

หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ผู้เขียนใครอยากชักชวนผู้อ่านมาร่วมกันย้อนอดีตไปสักห้าสิบกว่าปีก่อน

มหาวิทยาลัยธรรมศา่สตร์มีช่วงเวลาหนึ่งที่เรียกว่า "ยุคสายลมแสงแดด" อันเป็นช่วงเวลาที่ันักศึกษาหลงลืมความเป็นธรรมศาสตร์ที่เป็นมหาลัยอันเป็นตัวแทนของประชาชน ยุคสายลมแสงแดดนี้เป็นผลพวงมากจากการครอบงำของเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์(นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ที่ส่งจอมพลถนอม ขิตติกจร หนึ่งในสามเผด็จการเลื่องชื่อ(ประกอบด้วย จอมพลถนอม กิตติขจร , พันเอกณรงค์ กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร) มาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย มีนโยบายมิให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง กิจกรรมทางการเมืองต่างๆถูกแทนที่ด้วยงานรื่นรมย์ กีฬา เต้นรำ นักศึกษาหลงลืมความเป็นธรรมศาสตร์จนเกือบจะหมดสิ้น

(รูปปั้นนักศึกษาในยุคสายลมแสงแดดในสวนประติมากรรมที่ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์)


อย่างไรก็ตามไฟดวงเล็กๆได้ถูกจุดติดขึ้น ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ


"ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน เขาด้นดั้น หาสิ่งใด
ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้ ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย วานนิ่งเฉย อย่าบ่นอย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป"

(เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน : วิทยากร เชียงกูล)  


กลอนบทนี้ปลุกให้นักศึกษาที่หลับใหลตื่นขึ้นมา ยุคสายลมแสงแดดถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น เข้าสู่ยุค "แสวงหา"  และดำเนินไปถึงเหตุการณ์เดือนตุลาฯทั้งสองเหตุการณ์






ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์14ตุลาฯ16 อันเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เขียนคาดคะเนว่า "จิตวิญญาณธรรมศาสตร์" ได้แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมกล่าวคือได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างชัดเจนในฐานะผู้ต่อต้านเผด็จการของจอมพลถนอมในช่วงระยะเวลานั้น อันเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมให้กับประชาราษฎร

เผด็จการพ่ายแพ้ต่อพลังประชาชนจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ คนไทยเริ่มต้นสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประเทศเข้าสู่ "ยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพ" 


แต่ถึงอย่างนั้นเสียงปืนได้ดังขึ้นอีกครั้งในวันที่ 6ตุลาฯ19

 (ร้อยตำรวจโท วัชรินทร์ เนียมวณิชกุล ยิงปืนเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)


 (นักศึกษาและประชาชนบางส่วนถูกจับ)





 
ประชาชนบางส่วนร่วมกับกลุ่มนวพลกระทิงแดง ล้อมยิงนักศึกษาที่มาชุมนุมเรียกร้องการกลับมาของสามเณรถนอม กิตติขจร ในเหตุการณ์นั้นมีผู้ที่ต้องเสียสละมากมาย บางคนเสียชีวิต พิการ บาดเจ็บ บางส่วนหลบหนีเข้าป่าและเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพ ที่ดำเนินมาได้แค่สามปี เราถูกช่วงชิงประชาธิปไตยไปอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้นเองที่ จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ได้เริ่มจางหายไปจากสังคมไทย ยุคสายลมแสงแดด กลับมาอีกครั้งพร้อมพายุลูกใหม่ที่กล่าวเรียกขานกันว่า "ทุนนิยม"


ทุกวันนี้เราหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า?

เป็นคำถามที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านทุกคนได้ใครครวญ


จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ยึดติดอยู่กับสถานที่ ไม่ใช่สิ่งที่ยึดติดอยู่กับนักศึกษา แต่เป็น   สัญญลักษณ์ในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เรียกร้องความเท่าเทียม พวกเราทุกคนมีกันได้ ในสังคมประชาธิปไตยแห่งนี้พวกเราสมควรได้ในสิ่งที่เราพึงได้พึงมี สมควรมีรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรมอันเป็นฟันเฟืองสำคัญในสังคม มิใช่ฉีกทิ้งกันเป็นว่าเล่น

จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์จะเป็นแค่วาทะเหลวไหล หากเราเมินเฉยให้กับสิ่งที่"เพื่อน" ของเราเสียสละไว้ ทิ้งให้เหลือจิตวิญญาณไว้แค่ในประวัติศาสตร์



"ถึงแม้จิตวิญญาณธรรมศาสตร์จะหลับไหลไปตามกระแสสังคมในปัจจุบันและยังไม่ตายไปจากสังคม

แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เห็นหนทางใดที่จะทำให้ตื่นขึ้นมาลุกโชนเช่นในอดีต ยังคงมีแต่คนส่วนน้อยที่เข้าถึงจิตวิญญาณนั้น

ผู้เขียนได้แต่หวังให้คนส่วนน้อยนั้นสืบทอดไปเสียอย่าให้ขาด"



ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก OknationBlog , folkswaken.exteen , wikipeadia

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น