9/9/56

"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" วิพากษ์ , วิจารณ์ และ เปรียบเทียบ


 (หน้าปกหนังสือ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า)



"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ (วงการนักอ่านเรียกสั้นๆว่า อาวินทร์) ตัวนวนิยายตีพิมพ์และวางจำหน่ายครั้งแรกในปีพศ.2537 และได้รับรางวัล ซีไรท์ ประจำปีพศ.2540 ในเวลาต่อมา


คุณวินทร์ เลียววาริณ


เนื้อเรื่องจะดำเนินโดยใช้ตัวละครสมมุติสองคนที่แตกต่างกันทั้งอาชีพ สถานภาพ ต้นตระกูล และ อุดมการณ์ มีฉากหลังเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่เหตุการณ์อภิวัฒน์2475 จนถึงเหตุการณ์    พฤษภาทมิฬ2535

 (หน้าปกหนังสือ ของสำนักพิมพ์113)

ตัวละครทั้งสองตัวนั้น คนหนึ่งเป็น นักปฏิวัติผู้มีการศึกษาสูงจากต่างประเทศ ที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ผันตัวไปโจรออกปล้นระดมทุนเพื่อนำไปปฏิวัติ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ คนคนนี้คือ "หลวงกฤษดาวินิจ" อดีตนายทหารฝ่าย กบฏบวรเดช  ผู้สูญเสียสถานภาพไปหลังเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์2475 ตอนออกปล้นเป็นโจรที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดและแตกต่างจากโจรทั่วไปมีนามระบืออันเป็นที่รู้จักว่า "เสือย้อย"

อีกคนหนึ่งเป็นนายตำรวจนาม "ตุ้ย พันเข็ม" ที่ได้ัรับคำสั่งให้ติดตามเสือย้อย เป็นนายตำรวจผู้มีฝีมือด้านปืนไวและยิงแม่นราวจับวางจนได้รับฉายาว่า "จ่าตุ้ยปืนผี" พ่อของเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์      กบฏบวรเดช ในเวลาต่อมา ตุ้ย พันเข็ม ได้รับยศร้อยตำรวจตรีและเป็นนายตำรวจประจำตัวนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นั่นก็คือ จอมพลป. พิบูลสงคราม จอมพลผู้สยบประเทศชาติไว้ในกำมือและอุดมด้วยอำนาจแทบจะเปรียบเปรย


"จ่าตุ้ยปืนผี" ออกติดตาม "เสือย้อย" เพราะคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ทั้งคู่พบเจอกัน เป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกของทั้งสอง ทั้งหมดจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจ่าตุ้ย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของผู้ที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูในทางอุดมการณ์


มีคำกล่าวที่ว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร"

คำกล่าวนี้ จริงเสียยิ่งกว่าจริง


ทั้งคู่เลือกทางเดินในแบบฉบับของตนเอง "ตุ้ย พันเข็ม" ดำเนินชีวิตในแบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎ์เชื่อมั่นในกฎหมายและระบบที่เป็นอยู่ เปรียบเทียบง่ายๆก็คือ "ตุ้ย พันเข็ม" ใช้ชีวิตในลักษณะ "บนดิน"

ในขณะที่ "หลวงกฤษดาวินิจ" หรือ "เสือย้อย" ดำเนินชีวิตในรูปลักษณะ "ใต้ดิน" กล่าวคือใช้วิถีทางนอกกฎหมาย ไม่เชื่อมั่นในระบบ และเป็นนักปฏิวัติื พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วยอุดมคติของตนเอง แต่ด้วยความที่เป็นคนมีการศึกษาและมีความรู้การแสดงออกจึงเป็นไปอย่างมีระบบและไม่เถื่อนถ่อยแต่อย่างใด

ผู้แต่งไม่ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ความคิดของผู้ใดถูกต้อง

หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นอีกแง่มุมของความคิดเห็นอันแตกต่าง ทั้งที่จุดมุ่งหมายปลายทางคือประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่วิธีการและอุดมการณ์ไม่อาจร่วมทางกันได้ แต่ก็ยังมีบางเหตุการณ์ที่ทั้งสองตัวละครต่างช่วยเหลือกันในสถานการณ์คับขัน 

นี่กระมังที่แสดงออกถึงน้ำใจที่ในปัจจุบันหาไม่มี เพราะทุกคนได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินในเส้นทางของตนถึงบางครั้งยังเมินแม้แต่เสียงของประชาชน ไม่ฟังแม้แต่คนรอบข้าง ได้แต่มุ่งมั่นในเส้นทางจนหลงลืมไปว่าคนอื่นก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

แตกต่างจากตัวละคนทั้งสองคนโดยสิ้นเชิง

พิจารณาว่าทั้งสองคนเป็นเปรียบเสมือน"เส้นขนาน"ที่เคียงคู่กันมาในระดับอุดมการณ์  ไม่สามารถบรรจบกันได้ ในขณะเดียวกันกับเคียงคู่เพื่อให้เส้นขนานที่ว่านี้ดำเนินไปข้างหน้าได้

ในปัจจุบัน เส้นขนานเส้นเดียวกันยังไม่อาจมุ่งตรงสู่อนาคตได้ ยังคดเคี้ยว หมุนวน และ หยุดชะงัก

"อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องพิจารณาเส้นขนานที่สอง และทำให้ประเทศนี้ดำเนินไปข้างหน้า พร้อมๆกันอีกครั้ง"

 (หน้าปกหนังสือ ฉบับภาษาอังกฤษ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น